การพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน

ความเห็นของหัวข้อ “การพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน

  1. บุคลิกภาพที่ดีเราควรรู้จักตนเองสามารถวิเคราะห์ข้อบกพร่องของตนเองและนำไปปรับปรุง เราควรมีความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่คิดอิจฉาเพื่อนร่วมงาน ควรให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่ว่างานนั้นเราจะถนัดหรือไม่ก็ตาม เพื่อเป็นการแสดงความมีน้ำใจ ขยันและมีความรับผิดชอบ ไม่พูดให้ร้ายเพื่อนร่วมงาน ให้ความร่วมมือกับกิจกรรมในทุก ๆ ด้าน

  2. บุคลิกภาพ คือท่าทางการแสดงออกไม่ว่าจะเป็นทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความรู้สึก ความคิด ที่แสดงให้ผู้อื่นเห็นและเกิดความประทับใจในการพบเห็น การที่มีบุคลิกภาพดีและเหมาะสมจะทำให้ผู้อื่นมีการยอมรับนับถือ มีความประทับใจ เชื่อถือได้ และมีอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ที่เจอด้วย
    การที่มีบุคลิกภาพที่ดีควรมีสุขภาพอนามัยที่ดีด้วย คือ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนหรือผอมจนเกินไป ไม่ควรสูบบหรี่หรือยาเสพติดทุกชนิด ควรพักผ่อนให้เพียงพอต่อเพื่อให้สุขภาพดี และทำให้อารมณ์สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ

  3. การพัฒนาบุคลิกภาพควรมีการปฏิบัติดังนี้ การกระตือรือร้น เป็นการเสริมบุคลิกที่ดีถึงแม้บุคคลนั้นๆ จะมีหน้าดีไม่ดีแต่การเอาใจใส่ต่อบุคคลอื่นทำให้มีเสน่ห์ต่อผู้อื่นดี การมีสัมมาคารวะ รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน การพูดควรพูจาให้ไพเราะ น้ำเสียงน่าฟัง การรู้จักกาละเทศ การแต่งกาย การยิ้มแย้มแจ่มใส การให้บริการโดยเต็มใจไม่เลือกการให้บริการ การแต่งหน้าเป็นการเสริมบุคลิกเพื่อให้บุคคลที่พบเจอรู้สึกดี กิริยามารยาท การปรับตัว ปรับอารมณ์ การตรงต่อเวลา การขยันหมั่นเพียร

  4. บุคลิกภาพดีไม่ได้และไม่มีใครมีบุคลิกภาพเลวรายไปหมดทุกอย่าง ดังนั้น บุคลิกภาพเรียนรู้และแก้ไขได้เราพัฒนาลักษณะเฉพาะของตัวเราให้ดีขึ้นได้บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่ได้จากประสบการณ์ที่สะสมมา รวมทั้งสภาพแวดล้อมทางสังคมและการอบรมสั่งสอนจากครอบครัว การแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง คำพูดหรือกิริยามารยาท บุคคลที่มีนิสัยดีใจเย็น มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีมนุษยสัมพันธ์ดี สุภาพอ่อนโยนจะเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพดีสุภาพ จะทำให้เกิดความมั่นใจในตนเอง อยู่ในสังคมอย่างเป็นสุข ได้รับการยอมรับจากคนในสังคมจะเกิดความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตน ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นผู้ที่ กิริยามารยาทไม่สุภาพอ่อนโยน จิตใจคับแคบไม่มีความเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ไม่มีมุษยสัมพันธ์กับผู้อื่นจะไม่ได้รับการยอมรับจากคนในสังคมและทำให้ขาดความมั่นใจในตนเองในที่สุด

  5. หลักสำคัญของการพัฒนาบุคลิกภาพ คือ การแต่งกาย ควรแต่งกายให้เหมาะสม ถูกกาลเทศะ แต่งกายสุภาพเรียบร้อย ไม่ควรใส่กระโปรงสั้น รัดมากเกินไป รองเท้าควรเป็นรองเท้าหุ้มส้น ไม่ควรใส่รองเท้าแตะ การมีสัมมาคารวะ ไปลามาไหว้ ทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส ทรงผมควรมัดหรือรวบให้เรียบร้อย สีผมไม่ฉูดฉาด

  6. การพัฒนาบุคลิกภาพมีทั้งภายในและภายนอก ภายในเราควรมีความเชื่อมั่นในตนเอง รู้จักกาลเทศะ มีปฏิบัติภาณไหวพริบ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และตนเอง มีความกระตือรือร้น และมีสัมมนาคารวะ ส่วนภายนอก จะเป็นการแต่งกายต้องสุภาพเรียบร้อย เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน เล็บจะต้องดูแลไม่ให้ยาวจนเกินไปและสะอาดอยู่เสมอ ผมควรรวบให้เรียบร้อย

  7. การพัฒนาบุคลิกภาพมีทั้งภายในและภายนอก ภายในเราควรมีความเชื่อมั่นในตนเอง รู้จักกาลเทศะ มีปฏิบัติภาณไหวพริบ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และตนเอง มีความกระตือรือร้น และมีสัมมนาคารวะ ส่วนภายนอก จะเป็นการแต่งกายต้องสุภาพเรียบร้อย เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน เล็บจะต้องดูแลไม่ให้ยาวจนเกินไปและสะอาดอยู่เสมอ ผมควรรวบให้เรียบร้อย

  8. การพัฒนาบุคลิกภาพทางด้านอารมณ์ ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นควรมีการควบคุมอารมณ์ไม่ปล่อยอารมณ์ไปตามใจตนเอง คนที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้จะทำให้ผู้ร่วมงานด้วยเกิดความไม่พึงพอใจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงาน แต่การทำงานก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนอารมณ์กันอยู่เสมอ ดังนั้นควรเป็นคนที่รู้จักอดทน ใจเย็นเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเกิดขึ้น อย่าเอาอารมณ์ส่วนตัวมารวมกับการทำงานเพราะจะทำให้งานเสียไปด้วย

  9. การพัฒนาบุคลิกภาพรวมถึงการแต่งกาย ควรแต่งการให้เหมาะสมกับสถานที่ทำงาน สีสันไม่ฉูดฉาดจนเกินไป ประโปรงไม่สั้น เสื้อไม่รัดรูป ไม่ใส่รองเท้าแตะ รักษาความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นตัว กลิ่นปาก เสื้อผ้าที่ใส่ควรสะอาดไม่มีกลิ่น ใส่รองเท้ารัดส้น ผมควรดูแลให้เป็นทรงไม่มีกลิ่น รวบผมให้เรียบร้อย ใส่สูทเวลามีประชุมหรือออกนอกสถานที่

  10. ผู้นำจำเป็นที่จะต้องมีทักษะหลายอย่าง เพื่อนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ สิ่งหนึ่งนั้นก็คือทักษะในการพัฒนาหรือการสร้างผู้ตามที่มีประสิทธิภาพ วิธีการที่นำมาใช้นั้นมีหลากหลาย เช่น การสอนงาน การส่งไปอบรม รวมถึงการมอบหมายงาน เป็นต้น การมอบหมายงาน คือการที่บุคคลหนึ่งบุคคลใด มอบหมายงาน อำนาจ และความรับผิดชอบในทำงานให้แก่บุคคลอื่น โดยมั่นใจว่าผู้รับมอบหมายมีความสามารถ และทักษะที่จะทำงานนั้นๆได้บรรลุผลตามต้องการ โดยสิ่งสำคัญในการมอบหมายงาน คือ งานที่ถูกมอบหมายไปนั้นยังคงเป็นงานของผู้มอบหมายอยู่ ความรับผิดชอบในผลของงานที่เกิดขึ้นยังตกเป็นของผู้มอบหมายงาน ซึ่งแตกต่างจากการสั่งงาน ที่ภาระงานและความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นของผู้ทำงานนั้นๆ

  11. การมอบหมายงานควรมอบหมายงานตามกำลังความสามารถของผู้รับงานไปทำ ไม่มอบงานมากหรือน้อยกำลังจนเกินไปเพราะจะทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ไม่สำเร็จ อย่าเลือกที่รักมักที่ชังในการมอบหมายงานเพราะบางครั้งคนที่เรามองข้ามอาจทำงานได้ดีกว่าที่เรามอบหมายงาน เมื่อมอบหมายงานแล้วอย่าลืมติดตามผล ในการมอบหมายงานจะต้องแจ้งงานที่ให้ทำอย่างชัดเจน บอกวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ระยะเวลาเสร็จงาน และการมอบหมายงานอย่ามอบหมายงานให้กับคน คนเดียวควรมอบหมายให้ทั่วถึง และจะต้องมอบหมายงานให้ตรงกับผู้ชำนาญในเรื่องนั้น ๆ

  12. เทคนิคของการมอบหมายงาน ผู้มอบหมายงานสามารถมอบหมายงานให้แก่ผู้รับมอบหมายงานได้ตามขั้นตอน คือ พูดคุยกับผู้รับมอบหมายงานเป็นการส่วนตัว เนื่องจากกระบวนการมอบหมายงาน คือ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้มอบหมายกับผู้รับมอบหมาย ในช่วงที่มีการมอบหมายงาน อธิบายรายละเอียดของงาน หรือหน้าที่ให้ ชัดเจน โดยแจ้งวัตถุประสงค์ของงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ ใครบ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานนี้

  13. ต้องมีความมั่นใจว่าผู้รับมอบหมายมีความสามารถ และทักษะที่จะทำงานนั้นๆได้บรรลุตามความต้องการชี้แจงให้ผู้มอบหมายงานทราบให้ชัดถึงเหตุผลในการเลือกบุคคลนั้นๆ สร้างความชัดเจนถึงหน้าที่ ขอบเขต และอำนาจที่มีในการทำงาน กำหนดเป้าหมายและความคาดหวังที่ต้องการในผลลัพธ์ของงานอย่างชัดเจน กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานให้ชัดเจน บอกถึงผลดีและผลกระทบจากงาน การเตรียมการต่างๆเพื่อสนับสนุนการทำงานวิธีการติดตามงานและการให้ข้อมูลป้อนกลับ เพื่อพัฒนาคุณภาพ ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงการสร้างสมดุลระหว่างการติดตามงานและการเปิดโอกาสให้ผู้รับมองงานได้ทำงานด้วยตนเองอย่างเต็มที่

  14. พิจารณาก่อนว่างานในแต่ละชิ้นเหมาะกับบุคคลใด ควรเลือกงานให้เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน มีการติดต่อสื่อสารที่ชัดเจนในการมอบหมายงาน งานที่มอบหมายต้องชัดเจน รัดกุม และปฏิบัติได้ ผู้มอบหมายงานและผู้รับมอบหมายงานจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน เมื่อมอบหมายงานไปแล้วควรมีการติดตามผลการปฏิบัติงานเพื่อให้ได้ผลงานที่มีประสิทธภาพ

  15. การมอบหมายงานจะต้องพิจารณากระบวนการทำงานว่าแต่ละคน แต่ละตำแหน่งจะมีกรอบภาระงานของตนอยู่แล้วแต่มีเทคนิคที่นอกเหนือ คือ ความขยัน ความตรงต่อเวลา ความกระตือรือร้น ฝักใฝ่อยากเรียนรู้ ความรับผิดชอบ เช่น มีการกำหนดส่งงานพรุ่งนี้ วันนี้ลา ทำให้ไม่ได้งาน ก็จะไม่มอบหมายงานนี้ให้ เมื่อได้รับการมอบหมายงาน ผู้ปฏิบัติงานยินดีมอบหมายงานหรือไม่ โดยดูจากกิริยาท่าทาง

  16. บอกรายละเอียดของงาน สถานที่ที่จะไปทำ เครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน หัวข้องานให้ชัดเจน เมื่อสั่งงานเสร็จแล้วควรมีการทบทวนงานจากผู้รับมอบหมายงานให้เราฟัง เพื่อจะได้แน่ใจว่าสิ่งที่เรามอบหมายไปจะสำเร็จได้ดี

  17. เป้าหมายของการจัดแฟ้มเอกสาร คือ เพื่อให้เกิดการจัดเก็บแฟ้มเอกสารมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการค้นหาเอกสารจากแฟ้มเอกสาร เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกต เมื่อมีเอกสารหายไป เพื่อรวบรวมเอกสารที่มีความสัมพันธ์กันไว้เป็นแหล่งเดียวกัน
    ขั้นตอนการจัดเก็บเอกสาร คือ สํารวจเอกสาร โดยนําเอกสารปีปัจจุบันมาตรวจสอบว่า มีเรื่องอะไรบ้าง โดยทยอยนําออกมาทีละแฟ้ม ไม่ควรนําออกมามากเพื่อป้องกันการสับสน ให้รหัสหมวดใหญ่บนหน้าแรกของเอกสารที่มุมขวามือด้านบนด้วยดินสอไว้ก่อน เพื่อให้คัดแยกเอกสาร ได้ง่ายขึ้น นําเอกสารที่ให้รหัสแล้วมาคัดแยกออกตามรหัสหมวดใหญ่แต่ละหมวด จากนั้นนํามาให้รหัสหมวดย่อย หรือรหัสชื่อแฟ้มเอกสารบนหน้าแรกของ เอกสารที่มุมขวามือด้านบนถัดลงมาจากรหัสหมวดใหญ่ด้วยดินสอ นําเอกสารแต่ละหมวดใหญ่มาเรียงลําดับเดือนที่เกิดก่อนลงไปหาเดือนที่เกิดทีหลังสุดพร้อมกันก็ เรียงลําดับวันที่ของเอกสารจากเลขน้อยไปหาเลขมาก

  18. การจัดเก็บเอกสารควรคำนึงถึงหลักงานสารบรรณ คือ จัดเก็บเป็นหมวดหมู่ เรียงตามวันที่ ควรมีเลขลงทะเบียนเพื่อช่วยในเวลาค้นเอกสาร ควรมีการสแกนงานดีกว่าเก็บเอกสาร (ยกเว้นเอกสารที่สำคัญต้องมีตัวต้นฉบับ) สถานที่เก็บเอกสารควรอยู่ใกล้ๆตัว เวลามีคนยืมเอกสารควรมีการเซ็นรับไว้เป็นหลักฐาน

  19. ขั้นตอนและวิธีการในการปฏิบัติ คือ การกำหนดรหัส หมวดหมู่ในการจัดเก็บเอกสาร การแบ่งประเภทกลุ่มงาน การกำหนดรหัส สัญลักษณ์ ของกลุ่มงาน การปรับแต่งแฟ้มเก็บเอกสาร – ให้ใช้กระดาษสี ติดที่สันแฟ้มเอกสาร การเตรียม คัดแยก จัดเอกสาร การนำเอกสารเข้าเก็บในแฟ้ม แสกนงานลงเครื่องเพื่อง่ายต่อการสืบค้น และเชคแฟ้มเอกสารอยู่เสมอว่าเอกสารยังสมบูรณ์ไม่มีการชำรุด แยกแฟ้มตามวันเดือนปี และระบุเรื่องเอกสารให้ชัดเจนหน้าแฟ้มด้วย

  20. จัดเก็บเอกสารควรจัดเป็นหมวดหมู่ เมื่อแบ่งประเภทของเอกสารได้แล้วก็นำมาจัดเป็นหมวดหมู่ โดยระบุเป็นตัวอักษร ตัวเลข หรือใช้สีของแฟ้มที่แตกต่างกัน หรือใช้เทปสีติดที่สันแฟ้ม จะทำให้การค้นหาและการจัดเก็บเป็นไปได้สะดวก จัดเรียงแฟ้มตามลำดับหรือตามปีพ.ศ. เรียงแฟ้มตามหมายเลขในตู้ หากแฟ้มไหนผิดที่จะรู้ได้ทันทีและสามารถเอากลับคืนมาได้ง่าย

  21. เทคนิคในการสื่อสารงานภายในและภายนอก ในการสื่อสารทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารจะต้องมีความชัดเจน ผู้ส่งสารจะต้องสื่อสารให้กะทัดรัด เพื่อผู้รับจะได้เข้าใจง่าย การใช้คำพูดต้องง่ายต่อการเข้าใจ กระตือรือร้น มีความรอบกับการฟัง ซักถามเมื่อไม่เข้าใจอย่าไปสรุปเอง รู้จักระงับอารมณ์ขณะพูด มีมุนษยสัมพันธ์ดี

  22. การสื่อสารด้านการเจรจาโต้ตอบอย่างมีประสิทธิภาพ 1. รู้ขั้นตอนของการสื่อสาร มีความตั้งใจ ความเข้าใจ การยอมรับ และนำไปสู่การปฏิบัติให้ตรงตามเป้าหมายของการส่งสารได้ให้เกิดประสิทธิภาพ 2. ใช้ภาษาธรรมดาที่ใช้อยู่ประจำ 3. รู้จักเอาใจใส่เขามาใส่ใจเราจะสามารถรู้และเข้าใจจิตใจ รวมถึงความคิดซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าคู่สื่อสารจะตอบโต้มาอย่างไร 4. เข้าใจภาษาท่าทาง 5. เรียนรู้วิธีรับและวิธีให้ผลย้อนกลับ การศึกษาว่าข่าวสารที่ส่งไปนั้นผู้รับข่าวสารเข้าใจหรือไม่ และต้องรีบแก้ไข 6. พัฒนานิสัยการฟังที่ดี ควรฟังทั้งความหมายของการพูด และการแสดงความเห็นประกอบของผู้พูด และต้องดูว่ามีความหมายซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้นหรือไม่

  23. การสื่อสารด้วยเสียงหรือพูด ผู้พูดควรสร้างบรรยากาศในการพูด โดยยกตัวอย่างประกอบการพูด เพื่อสร้างความสนใจ การพูดควรหลีกเลี่ยงการถ่อมตัวจนมากเกินไป หรือตำหนิผู้ฟัง สถานที่ หรือกล่าวถึงผู้อื่น ไม่ควรแสดงอารมณ์โกรธ หรือไม่พอใจผู้ฟังโดยเด็ดขาด ให้ภาษาง่าย ๆ แต่สุภาพ ควรมีอารมณ์ขันขณะพูดบ้าง

  24. การเป็นผู้ฟังที่ดี ผู้ฟังที่ดีนั้นจะต้องสามารถจับประเด็นของข่าวสาร จับความรู้สึกของผู้ให้ข่าวสาร สังเกตปฏิกิริยา มีการตอบสนองและแสดงความรู้สึกในการสื่อสารกลับ การเป็นผู้ตอบสนองที่ดี ผู้ตอบสนองที่ดีจะต้องให้ข้อมูลย้อนกลับบอกคู่สนทนาว่าตนเอง รู้สึก อย่างไรและเข้าใจข่าวสารหรือไม่ การให้ข้อมูลย้อนกลับนั้นเป็นศิลปะ ถ้าปฏิบัติไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดความไม่พึงพอใจและการไม่ยอมรับได้ การพัฒนาทักษะที่ดี ในการพัฒนาทักษะการสื่อสารที่ดี จะสามารถช่วยปรับปรุงการสื่อสารภายใน องค์กรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ก็คือ สร้างความคิดให้ชัดเจนก่อนทำการสื่อสาร กำหนดเป้าหมายในการสื่อสาร ทุกครั้ง พิจารณาสภาพแวดล้อมของการสื่อสาร ควรระวังการสื่อสารทางสีหน้า ท่าทาง และน้ำเสียง พยายาม ทำการสื่อสารกับผู้ร่วมงานในทุกครั้งที่มีโอกาส คอยติดตามผลการสื่อสารอยู่เสมอ วางแผนการติดต่อสื่อสารทั้ง เรื่องที่จะทำทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และควรปฏิบัติตามสิ่งที่ได้พูดไว้

  25. การสื่อสารหรือนำเสนอควรมีบุคลิกภาพ คือ ควรใช้ท่าทางประกอบการพูดอย่างเป็นธรรมชาติ มีการยืนและนั่งอย่างสง่า อย่างเชื่อมั่นในตนเอง มีน้ำเสียงที่ชัดเจน แจ่มใส สีหน้า ใบหน้า ต้องแสดงให้มีความเหมาะสมกับเรื่องที่พูด การแสดงบุคลิกควรแสดงให้มีความกระตือรือร้น

  26. การสื่อสารควรมีความชัดเจน ข้อความ การเลือกภาษา ถ้อยคำ ที่จะส่งต้องมีความชัดเจน มีความสมบูรณ์ ต้องถ่ายทอดครบถ้วนตามที่ต้องการให้ผู้รับเข้าใจ มีความกระทัดรัด ควรจัดทำข่าวสารที่มีความจำเป็น และกระชับ ไม่สับสน เป็นรูปธรรมควรสื่อสารอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่เพ้อฝัน เหมาะสมกับโอกาส การเลือกใช้ภาษาและวิธีส่งสาร ต้องเหมาะสมกับสังคม มีความถูกต้องควรถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสาร ที่เป็นความจริง ไม่บิดเบือน มีความน่าเชื่อถือ เป็นสารที่ทำให้ผู้รับสารเกิดความเชื่อถือในสารและผู้ส่งสาร ช่องทางการส่งสาร ต้องเลือกวิธีการส่งข่าวสารได้เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด มีความต่อเนื่องและแน่นอน ต้องสื่อสารที่ต่อเนื่องและแน่นอนถูกต้อง

  27. กระบวนการพัฒนาบุคลิกภาพด้วยตนเอง ขั้นแรกให้ทำการสำรวจบุคลิกภาพด้วยตนเองแล้วสรุปข้อบกพร่องไว้ จากนั้นให้บุคคลรอบข้างสำรวจว่ามีส่วนใดบ้างที่บกพร่อง แล้วรีบปรับปรุงแก้ไขไม่ปล่อยให้ส่วนที่เสียหรือบกพร่องเจริญเติมโตจนทำให้เกิดความเสียหายแก่บุคลิกภาพ บุคลิกภาพจะมีการปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อม กาลเวลา สถานการณ์ โอกาส และบทบาทหน้าที่ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ผู้ที่จัดการตนเองได้โดยไม่ปล่อยให้บุคลิกภาพของตนเป็นไปอย่างไรจุดหมายส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งสำคัญในทางสังคมและองค์กรต่าง ๆ ที่เราสามารถนำมาเป็นแบบอย่างได้
    ด้านมนุษยสัมพันธ์ จะต้อมีใบหน้ายิ้มแย้มเสมอ พูดจาให้ชัดเจน ไพเราะ และเรียบร้อย แต่งกายให้เรียบร้อยและสะอาด เป็นคนดี น่ารักสุภาพและบุคลิกสง่าผ่าเผย บริการให้ดีที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ ไม่จำเป็นต้องรับคำเสมอไปแต่จะต้องพยายามให้ดีที่สุดที่จะไม่กล่าวคำปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมากับผู้ที่มาติดต่อ เพราะยังมีวิธีพูดอีกหลายวิธีที่ใช้แทนกันได้ ในการติดต่อกับผู้มาติดต่อที่เอาแต่ใจตัว ไม่ยอมเข้าใจง่าย ๆ จงแนะนำอธิบายแสดงความเสียใจหรือนิ่งแล้วแต่กรณี แต่อย่าได้ทะเลาะโต้เถียงพูดย้อนหรือขึ้นเสียงเป็นอันขาด ลูกค้าที่มาติดต่อเป็นฝ่ายถูกเสมอ ต้องจำได้ว่าไม่มีใครชนะในการโต้เถียง จงรักษาอารมณ์ไว้ เพื่อรักษาตำแหน่ง

  28. ตั้งใจทำงาน ลำดับขั้นตอนการทำงาน

Leave a Reply

Your email address will not be published.

Website